TEERARAT 的个人资料`'•.¸°_«¤´¯`¤»°จงเข็มแข็...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
8月31日 เหนื่อย-------ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่แม่งโคตรเหนื่อย
งานเยอะ เรื่องเยอะ เงินน้อย (ประเด็นหลัก)
---------มีเรื่องที่ต้องให้คิดมากมาย
ไม่อยากจะคิดมาก แต่ทำไม่ได้ พยายามคิดให้น้อยลง แต่ทำไม่ได้
---------อยากกลับบ้าน อยากไปเจอหน้าพ่อหน้าแม่ คิดถึงโคด คุยโทรศัพท์แล้วอยากจะร้องไห้
---------เบื่อหน่ายชีวิตวะ
อยากไปเที่ยวไกลๆๆ หรือไม่ก้แค่ในพิโลกก้ได้
อยากไปภูเขา
ไปนอนกางเต้นท์กัน
ปีนเขา
ทำอาหารกินกันเอง
ไปกับเพื่อนเยอะๆๆ
คิดไว้นานแล้ว
แต่แม่งไม่ได้ไปซักที
พอสอบเสร็จเพื่อนๆๆได้คิดกันว่าจาไปน้ำตกกัน
แต่แม่งเสียวเจอน้ำป่า
อยากไปอยากไป
ชีวิตจาได้มีอาไรให้ทำขึ้นมาบ้าง
เซ็งชีวิตที่มันจำเจ ซ้ำซากเต็มทน
ผู้หญิงคนหนึ่งอยู่บนโลกนี้เพื่อเรียนรู้คำว่า "ชีวิต" 8月24日 ระรึกถึงความเป็นไทยธงชาติไทย จดหมายเหตุของชาวต่างประเทศกล่าวว่า ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีเรือฝรั่งเศสแล่นเข้ามาสู่ปากน้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงป้อมของไทย ไทยชักธงชาติฮอลันดาขึ้นรับเรือฝรั่งเศส เพราะไม่มีธงชาติเป็นของตนเอง แต่เรือฝรั่งเศสไม่ยอมสลุต (ยิงปืนสลุต) รับธงฮอลันดาเพราะเคยเป็นคู่อริกันมาก่อน และถือว่าไม่ใช่ธงชาติไทย ฝ่ายไทยจึงแก้ไขโดยนำธงแดงชักขึ้นแทนธงชาติ เรือฝรั่งเศสจึงยอมสลุตคำนับ ตั้งแต่นั้นมาธงสีแดงจึงกลายเป็นธงชาติของไทยเรื่อยมา ภาพธงแดงเกลี้ยง
ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ช้างเผือกสามเชือก ซึ่งตามประเพณีไทยถือว่าเป็นเกียรติยศอย่างยิ่งจึงมีพระราชโองการให้ทำ รูปช้างเผือกไว้กลางวงจักรในธงเรือหลวงด้วย สมัยนี้ธงเรือสินค้าของราษฎรก็ยังเป็นธงสีแดง รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทำหนังสือสัญญาเปิดการค้าขายกับชาวตะวันตก ใน พ.ศ. ๒๓๙๘ มีเรือสินค้าของประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริกาเดินทางเข้ามาค้าขายมากขึ้น และมีสถานกงสุลตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ สถานที่เหล่านั้นล้วนชักธงชาติของตนขึ้นเป็นสำคัญ จึงจำเป็นที่ไทยจะต้องมีธงชาติที่แน่นอน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า ธงสีแดงซึ่งเรือสินค้าของไทยใช้อยู่นั้นซ้ำกับประเทศอื่น ยากแก่การสังเกตไม่สมควรใช้อีกต่อไป ควรจะใช้ธงอย่างเรือหลวงเป็นธงชาติ แต่โปรดเกล้าให้เอารูปจักรสีแดงออกเสีย เพราะเป็นเครื่องหมายเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน คงไว้แต่เป็นรูปช้างเผือกอยู่กลางธงแดงเท่านั้น ในระหว่างรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้มีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงหลายครั้ง คือ ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า เมื่อมองธงชาติซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้นแต่ไกล จะมีลักษณะไม่ต่างจากธงราชการเท่าไร และรูปช้างที่อยู่กลางธง ก็ไม่งดงาม จึงโปรดเกล้าฯ ให้ออกประกาศแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทรศก ๑๒๙ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๙ แก้ไขลักษณะธงชาติเป็น "ธงพื้นแดง กลางเป็นรูปธงช้างเผือกทรงเครื่อง ยืนแท่น หันหลังเข้าเสา" ประกาศนี้ให้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๙ เป็นต้นไป (ขณะนั้น ยังนับเดือนเมษายนเป็นเดือนเริ่มศักราชใหม่) ธงชาติ พ.ศ. ๒๔๕๙
การเปลี่ยนธงชาติในครั้งนี้ จมื่นอมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช) ซึ่งรับราชการใกล้ชิดพระยุคลบาทในขณะนั้น ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงลักษณะของธงชาติว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริจะเปลี่ยนธงช้างเป็นธงแถบสี เพราะทรงเห็นความลำบากของราษฎรที่ต้องสั่งซื้อธงผ้าพิมพ์รูปช้างมาจากต่างประเทศ และบางครั้งเมื่อเกิดความสะเพร่าติดธงผิด รูปช้างกลับเอาขาชี้ขึ้น เป็นที่น่าละอาย หากเปลี่ยนเป็นธงแถบสี ราษฎรก็สามารถทำธงใช้ได้เอง และจะช่วยขจัดปัญหาการติดผิดพลาด ได้ทรงพยายามเลือกสีที่มีความหมายในทางความสามัคคีและมีความสง่างาม ก่อนออกพระราชบัญญัติฉบับใหม่ ได้ทรงทดลองใช้ธงริ้วขาวแดงติดอยู่ที่สนามเสือป่าหลายวัน ภายหลังจึงตกลงพระทัยใช้สีน้ำเงินแก่ เพิ่มขึ้นอีกสีหนึ่ง การเพิ่มสีน้ำเงินนี้ปรากฏอยู่ในพระราชหัตถเลขาในบันทึกส่วนพระองค์ วันเสาร์ที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๖๐ ว่า ได้ทอดพระเนตรบทความแสดงความเห็นของผู้ใช้นามแฝงว่า "อะแคว์ริส" ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพฯ เดลิเมล์ ภาษาอังกฤษ ฉบับวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๐ ได้ทรงแปลข้อความนั้นลงในบันทึกด้วย มีความโดยย่อว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ เมื่อทรงทดลองวาดภาพธงสามสีสงในบันทึก ทรงเห็นว่างดงามดีกว่าริ้วขาวแดงที่ใช้อยู่ ต่อมาเมื่อเจ้าพระยารามราฆพ (ขณะนั้นยังเป็นพระยาประสิทธิศุภการ) ไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ได้นำแบบธงไปถวายเพื่อทูลขอความเห็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถก็ทรงเห็นชอบ รับสั่งว่าถ้าเปลี่ยนในขณะนั้นจะได้เป็นอนุสรณ์ในการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑ ด้วย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้พระยาศรีภูริปรีชา ร่างประกาศแก้แบบธงชาติ และได้ทรงนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะเสนาบดีเพื่อฟังความเห็น ที่ประชุมลงมติเห็นชอบธงสามสีตามแบบที่คิดขึ้นใหม่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติธงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช ๒๔๖๐ ออกประกาศเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๐ มีผลบังคับใช้ภายหลังวันออกประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้ว ๓๐ วัน ธงไตรรงค์ พ.ศ.๒๔๖๐
ลักษณะของธงชาติ มีดังนี้คือ ความหมายของสีธงไตรรงค์ คือ พ.ศ.๒๔๗๐ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงแบบธงชาติมาหลายครั้ง คือ จากธงพื้นแดงเกลี้ยง มาเป็นธงแดงมีช้างเผือกไม่ทรงเครื่องอยู่กลาง ธงพื้นแดงช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่น และธงไตรรงค์ แม้ว่าธงไตรรงค์จะให้ความสะดวกในการใช้และการสร้างขึ้นใช้ แต่ธงไตรรงค์ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักของต่างประเทศโดยทั่วไปอย่างแพร่หลายว่าเป็นธงชาติไทยเช่นธงช้าง นอกจากนี้ธงไตรรงค์ยังมีสีคล้ายกับสีธงชาติของบางประเทศและคล้ายกับสีของธงบริษัทต่างประเทศบางแห่ง ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย ผิดกับธงช้างซึ่งไม่ซ้ำกับธงชาติใดเลย เพื่อไม่ให้ต้องเปลี่ยนธงชาติบ่อยๆ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชเลขาธิการบันทึกพระราชกระแสพระราชทานไปยังองคมนตรี ด้วยมีพระราชประสงค์จะทรงฟังความคิดเห็นส่วนมากประกอบพระราชวินิจฉัย บันทึกฉบับนี้ลงวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๐ กำหนดให้องคมนตรีทั้งหลายทูลเกล้าฯ ถวายความคิดเห็นภายใน ๑๕ วัน นับแต่ได้รับบันทึก มีข้อควรพิจารณาดังนี้ เมื่อองคมนตรีได้ทำหนังสือแสดงความคิดเห็นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแล้ว ปรากฏว่าความเห็นทั้งหมดแตกต่างกันไปและไม่ได้ชี้ขาดลงไป ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คงใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติต่อไป ตามพระราชวินิจฉัย ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๐
ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้ตราพระราชบัญญัติธงเป็นฉบับแรกในรัชกาล เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๙ ในส่วนที่ว่าด้วยธงชาตินั้นยังคงใช้ธงไตรรงค์ แต่ได้อธิบายลักษณะให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น คือ ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีขนาดกว้าง ๖ ส่วน ยาว ๙ ส่วน ด้านกว้าง ๒ ใน ๖ ส่วน ตรงกลางเป็นสีขาบ (น้ำเงินเข้ม) ต่อจากแถบสีขาบออกไปทั้งสองข้าง ข้างละ ๑ ใน ๖ ส่วนเป็นแถบสีขาว ต่อสีขาวออกไปทั้ง ๒ ข้าง เป็นแถบสีแดง พระราชบัญญัติธงฉบับต่างๆ ที่ออกในสมัยต่อมา ไม่มีข้อความเปลี่ยนแปลงลักษณะของธงชาติอีก ธงไตรรงค์ จึงเป็นธงชาติไทยสืบมาจนปัจจุบัน.
7月27日 ฟังเพลงจนจนอ้วก----------วันนี้นั่งฟังเสียงของเครื่องดนตรีว่าคือชนิดอาไร ของวงออร์เคสตาร์ เล่นเอาเรามึน
----------เปนวิชาที่เรียนง่ายๆๆ สบายๆๆๆ ฟังเพลงไปแล้วก้หลับ สบายมากก
----------แต่พอถึงเวลาสอบ แม่งยากชิบ เสียงเครื่องดนตรีแม่ง คล้ายๆกันทั้งนั้น กูจาอยกออกไหม กูโง่
----------เปนวิชาเลือกกะเรียนสบายยๆๆๆ แม่งทำเอากูเครียด
----------นี่ก้จาตี 3และ สอบตอนเที่ยง จาตื่นกี่โมงดีหว่า
----------เริ่มมึนและ
-----------เครียด กินเหล้า จน---------
ว่างๆๆ สอบเส็ดก่อน เราจามาว่ากันเรื่องรับร่างรัฐธรรมนูญ
ค.ม.ช.จงเจริญ
ขอปนกำลังใจให้ทหาร 3จังหวัดชายแดนทุกท่าน จงสู้ต่อไป จงปลอดภัย
4月2日 วันนี้ตื่นเช้าอีกแล้ว เมื่อวานเข้ามาในมอ +มาเพื่อดูพี่แบงค์สุดหล่อของกู+แต่แม่งเสือกไม่มา ไอ้ดีเจมันบอกว่าติดภารกิจด่วน+สาดโคตรกวนตีน+แต่แอนดี้มาแทน+กูละเซง+กูอยากเจอพี่แบงค์ของกู แต่ก้ดีไปอย่างกินฟรี 555 หนุกดีที่ได้เจอเพื่อนๆ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานาน
กูขอให้เพื่อนของกูหลุดพ้นจากความทุกข์
กูขอให้เพื่อนกูจงมีแต่ความสุข
กูขอให้เพื่อนกูเจอแต่สิ่งดีๆ
โอมเพี้ยง!!!!!!!จงมีแต่ความสุข
มีความสุข มีความสุข มีความสุข มีความสุข มีความสุข สาธุ
++++แล้วเจอกันเมือ่หัวใจและชาติต้องการ++++ 2月23日 ไม่ค่อยว่าง *****เออดีดี กันทุกคน*****
ที่กูไม่ได้อัฟ เพราะว่าไม่ค่อยมีเวลาว่าง
ตอนนี้เหนื่อยกัยการสอบมากๆๆ
เหลือ อีก2 วิชาก้จาเสร็จและก้เหลือแต่วิชาที่ยากโคตร
เหนื่อยกับการย้ายหอ ปีหน้าพวกมึงๆทั้งหลายก้สามารถมานอนหอกูกันได้
มาอยู่กันได้เต็มที่ มีที่ว่างสำหรับพวกคุณเสมอ
คิดถึงพวกมึงจัง ไม่รู้เลยว่าตกลงกูจะได้ไปพัทยากับพวกมึงรึป่าว
อนาคตไม่แน่นอน
วันนี้กูแค่แวะมาเล่นเกมคลายเครียนนิดหน่อย
พอแค่นี้ก่อนละกัน
แล้วเจอกันนะ
แม้กายห่าง แต่ใจไม่เคยห่างเธอ
1月20日 วันที่กูมีความสุขและความเศร้า(อีมุกมึงต้องอ่านให้จบน่ะเพราะมึงด่ากูไว้ว่าspacesกูไม่มีอะไร เออพวกมึง(เพื่อนทั้งหลาย)กูเพิ่งเริ่มหัดทำspaces พวกมึงอย่าใจร้อนดิ
วันนี้กูเริ่มทำอีกครั้ง แค่ก้ยังไม่คืบหน้า กูเลยมาพิมไว้ให้อ่านกันเล่นๆ
เริ่มเลยดีกว่า..................
ตอนที่กูรู้ว่าพวกมึงจะมา(อีมุกอีแหวน) กูแม่งดีใจโคตร แล้วเรามีแผนกันว่าจากลับไปโรงเรียนเก่ากัน ไปไหว้อาจารย์ที่เคารพและรักมากแล้วก้ไปดูกีฬาสีมี่น้องๆทำกัน
แต่กว่าจะไปโรงเรียนก้อีกวันนึง คืนนี้เราเลยมีแผนไปdrink and danceกัน กูเลยรีบกลับไปอาบนำแต่งตัว ตอนแรกกูจะไม่ไปเพราะว่ากูมีสอบ กูเลยอยากอ่านหนังสือ
อีมุกมันบอกว่าอ่านวันอื่นไม่ได้หรือไง แต่พอคิดว่านานทีเพื่อนมากูเลยตัดสินใจไป++ พอไปแล้วก้สนุกอย่างเคยเสมอ ++ ไปกับใครก้ไม่สนุกเท่าไปกับเพื่อนเก่าอย่างพวกมึงอีกแล้ว
แต่แม่งเปิดเพลงไม่ได้เรื่อง มันสามารถมิกเพลงเอลนิลโญ่ที่เปนเพลงเร็วให้กลายเปนเพลงช้าได้ พวกกูเลยเซง แล้วดันเปิดเพลงหมีแพนด้าตัง 3 รอบ กำของพวกกูต้องเต้นท่าจังไรๆโจ๊ะๆกัน(แค่นี้ไม่เปนไรสามารถกันอยู่แล้ว) แต่ต้องยกนิ้วให้โต๊ะข้างๆ พวกมันเต้นได้จังไรมากท่ามันแม่งสุดยอด เหมือนเต้นอยู่ในงานวัดยังไงยังงั้นเลยวะ กูกะอีมิ้มขำกันใหญ่ พอตี1 กุเลยขอตัวกลับก่อน เพราะกูมีเรียนตอน8 ดมง แต่พวกมันไปต่อกัน กูเลยกลับมานอนหอคนเดียว แม่งเดินขึ้นชั้น 3 แทบไม่ไหว(กำของกุ)
พอมาถึงวันนั้นวันที่เราจะกับไปโรงเรียนพร้อมเพื่อนๆที่รักกันเหมือนเคยทั้งหมด11 คน มีรายนามดังนี้
1.กูเอง 2.อีมุก 3.อีแหวน 4.อีจิ๊บ 5.อีปุ้ย 6.อีมิ้ม 7.อีปาล์ม 8.อีกิฟ 9.ป๋าเปิ้ล 10.อีกวาง สุดท้ายคนขับที่น่ารักไอ้กัน(แฟนอีจิ๊บ) พร้อมกับรถเก๋งที่โหลดแล้ว 1 คัน ชิบ!!!อัดกันไปได้
ถึกและบึกบึนเหลือเกิน สงสารรถไอ้กันชิบ ทั้งร้อนทั้งอึดอัดหายใจไม่ค่อยออก แต่ก้ไปกันได้เพราะเราไปกับเพื่อนๆนี่เอง ขับผ่านไปไหนแม่งมีแต่คนมอง อายเค้าชิบ
พอไปถึงโรงเรียน ก้ตรงอดิ่งไปที่โรงยิม ได้ดู 4 สี เพราะแข่งไปแล้ว2 สี โอ้โห!!!แม่งสวยโคตร น้องแม่งทำดีวะ+++ แล้วอีเด็กเวรทั้งหลาย เวลาพวกแสตนทำผิด แม่งโห่กันใหญ่ (จังไรปะละ) ไม่มีสมองคิดหรือไงวะ ว่าถ้าพวกมันทำผิดบ้างแล้วมีคนโห่ พวกมันจะรู้สึกกันยังไง เออพูดถึงพวกมันพอละ
มาพูดถึงอาจารย์สุดที่ LOVEกันบ้างดีกว่า อ. ประพัด(เขียนอย่างงี้ป่าววะ)เจอคนแรกพวกกูก้วิ่งไปหวัดดีกันใหญ่ อ.รับไหว้แทบไม่ทัน อ.ชมใหญ่เลยวะว่าสวยขึ้นกันทุกคน แล้วอ.ของเราอีก1คน อ.สมปองที่เขี้ยวเข็นให้ห้อง6/2ของเราได้มีประวัติจารึกไว้ว่าเอ็นติดกันเกือบยกห้อง(เอ็นทรานส์ไม่ใช่สิ่งสุดท้ายของชีวิต) แต่มีที่เรียนกันทุกคน กูวิ่งไปไหว้อาจารย์ อ. ก้ชมอีกว่าสวยขึ้นกันทุกคน แถมอ้วนขึ้นด้วย(ก้กินดีอยู่ดีนี่หว่า) อ.จับผมกูแล้วบอกว่า "ไปเดินผ่านห้องปกครองซัก 3 รอบดิ (พวกกูก้ขำกัน) ก้ชิบหาย!!ตอนอยู่แม่งตรวจอยู่นั่นแหละผมอะ จะเอาอาไรกะกูหนักหนา
เออกูแม่งโคตรเซง ไม่ได้เจอพี่สันของกู(น้องหม่อมอะ)ไปเหี้ยไหนของมันก้ไม่รู้
พอถึงเวลากลับหอกัน แต่พวกกูเปลี่ยนไปนั่งรถเมล์กลับกันดีกว่า
มาถึงหอก้หิวกันอีก เลยขอเวลาพักผ่อนแปปนึง แล้ว 2 ทุ่มก้ไปกินแจ่วฮ้อนกัน กินไปก้นั่งคุยอะไรกันเยอะแยะมากมาย สรุปได้คือ เพื่อนใหม่ไม่ดีเท่าเพื่อนเก่า ยิ่งคิดเรื่องนี้กูยิ่งคิดถึงพวกมึงโคตรๆ กูอยากหยุดเวลาไว้ กูอยากอยู่กับพวกมึงนานๆ แต่อีแหวนดัยมีสอบต้องกลับเมืองกรุงวันนี้ กูละไม่อยากให้พวกมันกลับเลย อยากอยู่ดว้ยกันนานๆวะ มันบอกว่าจะมาอีก แต่ก้เมื่อไหร่ไม่รู้ ขอให้มาอีกเร็วๆนะ กูรออยู่ (คิดถึงเสมอ)(รักเหมือนเดิม)
เวลาเปลี่ยนแต่ใจกูไม่เคยเปลี่ยน
+++++++++ สุขที่ได้เจอ เศร้าที่ต้องจาก++++++++
|
|
|